วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

Learning Log 11

ความรู้ที่ได้รับ

ในวันนี้เป็นการนำเสนอตัวอย่างโรงเรียน โดยสร้างแบบจำลองของโรงเรียนขึ้นมา พร้อมกับมีข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรงเรียน เสมือนตั้งโรงเรียนขึ้นมาจริงๆ

กลุ่มที่ 1
➜ โรงเรียนอนุบาลสายรุ้ง



กลุ่มที่ 2
➜ โรงเรียนอนุบาลเพาะรัก
➜ เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าครูทุกคนเป็นเสมือนผู้บ่มเพาะต้นกล้า นั่นก็คือผู้เรียน ด้วยความรักและความอบอุ่น 




การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
การจัดตั้งโรงเรียนจะต้องคำนึงถึงหลายๆอย่าง เช่น สภาพแวดล้อมของโรงเรียน จะต้องเขียนหลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ ปรัชญาของโรงเรียน สอดคล้องกันไป และต้องคำนึงถึงหลักงบประมาณในความเป็นจริง

ประเมินผล
ตนเอง: ตั้งคำถามและตั้งใจฟังเพื่อนในการนำเสนอ
เพื่อน: ให้ความสนใจกับการนำเสนอโรงเรียนของอีกกลุ่มและมีการเตรียมตัวการนำเสนอมาอย่างดี
อาจารย์: ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโมเดลโรงเรียนและการนำเสนอ

Learning Log 10

ความรู้ที่ได้รับ

✱ นำเสนอคำคมวันนี้ ✱


ในวันนี้เป็นการนำเสนอจากที่ได้ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารมา ในหัวข้อ "การสัมภาษณ์ผู้บริหารในสถานศึกปฐมวัย" ซึ่งมีโรงเรียนดังนี้

กลุ่มที่ 1 โรงเรียนอนุบาล 3 ภาษาบ้านต้นไม้ (โรงเรียนขนาดกลาง)
➜ 3 ภาษา (ไทย 50% อังกฤษ 40% จีน 10%)

กลุ่มที่ 2 โรงเรียนอนุบาลบ้านลูกหนู (โรงเรียนขนาดเล็ก)



กลุ่มที่ 3 โรงเรียนอำนวยวิทย์ (โรงเรียนขนาดใหญ่)
➜   https://youtu.be/tTF_kmBWuiA

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
แนวคิดการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารแต่ละที่มีความแตกต่างกัน แล้วแต่หลักการบริหารของแต่ละคน หรือบางที่อาจใช้การบูรณาการหลายๆแบบก็ย่อมได้

ประเมินผล
ตนเอง: ตั้งใจฟังการนำเสนอของเพื่อนในช่วงแรกๆ หลังๆอาจมีเหม่อลอยบ้าง
เพื่อน: มีการเตรียมตัวในการนำเสนอ

อาจารย์: อธิบายเพิ่มเติมในของแต่ละกลุ่มที่นำเสนอ

Learning Log 9



กิจกรรม/ความรู้ที่ได้รับ

       การแสดงบทบาทสมมติในหัวข้อ "คุณลักษณะของผู้บริหาร" โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ยกตัวอย่างผู้บริหารโรงแรม 2 แห่งในพัทยา ทั้ง 2 แห่งมีการดูแลลูกน้องต่างกัน
โรงแรมที่ 1 ผู้บริหารมีการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมและมาเข้าประชุมสาย ปล่อยให้ลูกน้องจัดการปัญหากันเอง และใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม (ผู้บริหารที่ไม่ดี)
โรงแรมที่ 2 ผู้บริหารมีความอ่อนน้อม ตรงต่อเวลา ร่วมกันแก้ปัญหากับลูกน้อง เมื่อประสบผลสำเร็จมีรางวัลจูงใจให้ (ผู้บริหารที่ดี)

กลุ่มที่ 2 ยกตัวอย่างผู้บริหารที่อยู่ในโรงเรียนท้องถิ่นและโรงเรียนในเมือง
โรงเรียนในเมือง ทัยสมัย แต่ครูและผู้บริหารยักยอกเงินของโรงเรียน ไม่สนใจพัฒนาโรงเรียน ครูไม่ให้ความร่วมมือต่อกัน
โรงเรียนในชนบท ทุรกันดาร ครูและผู้บริหารโรงเรียนดูแลเอาใจใส่เด็ก มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาโรงเรียน




การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
              ทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างระหว่าผู้บริหารที่ดีและไม่ดี เราสามารถนำเอาตัวอย่างบุคลิกที่ดีของผู้บริหารไปใช้ได้หารเราเป็นผู้บริหารได้อนาคต
การประเมิน
ตนเอง: มีส่วนร่วมในการแสดงบทบาทสมมติ
เพื่อน: มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างดีและแสดงได้สมบทบาท
อาจารย์: ให้คำแนะนำ แสดงความคิดเห็น และให้ข้อคิด เพิ่มเติมจากการแสดง

Learning Log 8

ความรู้ที่ได้รับ
                   กระบวนการนิเทศแบบกัลยาณมิตร 

ความหมายการนิเทศ
    Eye and Netzer; 1965 กล่าวว่า การนิเทศการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารโรงเรียน ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการให้บริการทางการศึกษา เพื่อให้กระบวนการสอนเกิดผลสัมฤทธิ์ตามความคาดหมาย

จุดมุ่งหมายของการนิเทศ
    1.ช่วยสร้างคุณลักษณะแห่งความเป็นผู้นำให้แก่ครู
    2.ช่วยส่งเสริมขวัญของครูให้อยู่ในสภาพที่ดีและเข้มแข็ง รวมหมู่คณะได้
    3.ช่วยให้ครูพัฒนาการสอนของตน
    4.ช่วยฝึกครูใหม่ให้เข้าใจงานของโรงเรียนและงานของอาชีพครู
    5.ช่วยหยิยกปัญหาต่างๆของโรงเรียนที่ทางโรงเรียนไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง
    6.ช่วยประชาสัมพันธ์ถึงความเคลื่อนไหวของการศึกษา

เนื้อหาสาระในการนิเทศ



กัลยาณมิตร ๗ ประการในการนิเทศ 
          1. ปิโย - น่ารัก สบายใจ สนิทสนม ชวนให้อยากปรึกษา
          2. ครุ - น่าเคารพ ประพฤติสมควรแก่ฐานะ อบอุ่น เป็นที่พึ่งปลอดภัย        
          3. ภาวนีโย - น่ายกย่อง / ทรงคุณความรู้ /ภูมิปัญญาแท้จริง และหมั่นปรับปรุงตนอยู่เสมอ    
          4. อตตา จ - รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าควรพูดอะไร อย่างไร เป็นที่ปรึกษาที่ดี         
          5. วจนก ขโม - อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา / คำถามคำวิพากษ์วิจารณ์         
          6. คมภีรญจ กถ กตตา - แถลงเรื่องลึกล้ำได้ อธิบายเรื่องที่ยากให้ง่ายได้        
          7. โน จฏฐาเน นิโยชเน - ไม่แนะนำเรื่องเหลวไหล แนะไปในทางเสื่อม

องค์ประกอบของกัลยาณมิตร
                   ให้ใจ          ร่วมใจ             ตั้งใจ                 เปิดใจ

กระบวนการกัลยาณมิตร
          1.ไม่มุ่งเน้นปริมาณ
          2.สานพลังอาสา
          3.เสวนาร่วมกัน
          4.สร้างสรรค์ความเป็นมิตร
          5.ฝึกคิดมุ่งมั่น
          6.ทุกวันปฏิบัติ
          7.จัดทำบันทึกแนวทาง

ปัจจัยเกื้อหนุน ๔ ประการ
         1. องค์ความรู้          
         2. แรงหนุนจากต้นสังกัด         
         3. ผู้บริหารทุกระดับ        
         4. บุคลากรทั้งสถานศึกษา

บทบาทของผู้บริหารในการนิเทศ
✦ กระบวนกัลยาณมิตร เป็นการปฏิบัติจริงในสภาพที่เป็นจริง ผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศต้องมีการปรึกษาหารือ ติดต่อสื่อสาร เยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยแก้ปัญหาและให้กำลังใจกัน
✦ ถ้าจะเปรียบผู้นิเทศก็เป็นเหมือนครูฝึก (coach ) ของผู้สอน ที่จะต้องโดดลงไปร่วมคิดร่วมทำ มิใช่เพียงร้องบอกให้ผู้สอนลองผิด ลองถูก ตามยถากรรม อาจต้องบอกวิธีให้รู้ สาธิตให้ดุ และช่วยแก้ไขข้อบกพร่องที่พบ
✦ การพบปะสนทนาเมื่อเวลานิเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ กรรมการศึกษา ชุมชนรอบๆสถานศึกษา จะได้ทราบทุกข์ สุข และก่อให้เกิดความเข้าใจในปัญหาพื้นฐาน เพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายในการทำงานต่อไป 

แนวทางการนิเทศ
1. สร้างความสัมพันธ์ แจ้งภารกิจและความมุ่งหมาย จัดเวลา กำหนดวิธีการทำงาน 
2. จัดนิทรรศการทางวิชาการและสาธิตรูปแบบการสอน     
3. แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จัดบริการเอกสารทางวิชาการ     
4. วางแผนร่วมกัน เพื่อศึกษาดูงาน    
5. แนะให้ปฏิบัติตามสภาพจริง    
6. พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผลการปฏิบัติ และหาทางแก้ไขปรับปรุง 
7. เข้าร่วมประชุม สัมมนา การฝึกอบรมตามโอกาส 
8. นำเสนอผลงานในการประชุมปฏิบัติการ     
9. วัดและประเมินผลงานกัลยาณมิตรนิทศ

การนำมาประยุกต์ใช้
               ผู้นิเทศต้องวางตัวเหมาะสม แต่ก็ต้องมีท่าทางที่เป็นกันเอง เพื่อปรับและแก้ไขให้ดี

การประเมินผล

 ตนเอง :  มาเรียนตรงเวลา มีการจดบันทึก มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการทำงาน

เพื่อน : แต่งกายเรียบร้อย มาเรียนตรงเวลา ช่วยกันระดมความคิดในการทำงาน

อาจารย์ :  มีกิจกรรมให้ปฎิบัติระหว่างการเรียนการสอน เป็นการกระตุ้นนักศึกษาได้ดี

Learning Log 7

ความรู้ที่ได้รับ

เรื่อง เทคนิคการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีสำหรับการเป็นผู้บริหาร

ความหมายของบุคลิกภาพ
         คือ ลักษณะทั้งภายนอกและภายในที่รวมอยู่ในตัวบุคคล มีความแตกต่างไปจากบุคคลอื่น บุคลิกภาพแบ่งออกเป็น 2 สภาพด้วยกัน ดังนี้
         - บุคลิกภาพภายนอก คือ สามารถมองเห็นได้ด้วยประสาทสัมผัาทั้ง 5 สามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงได้ เช่น บุคลิกทางกายและวาจา การแต่งกาย รูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทาง เป็นต้น
          - บุคลิกภายใน คือ ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ยากและต้องใช้เวลาในการสัมผัส เช่น ความจำ ความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ ความจริงใจ เป็นต้น
การจำแนกบุคลิกภาพ 4 แบบ (Harris 1973)
          - มองโลกในแง่ดี
          - หลงตัวเอง
          - มีปมด้อย
          - มองโลกในแง่ร้าย
*** สาเหตุที่ส่งผบลต่อการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ คือ ความท้อถอย
ความท้อถอยสังเกตได้จากอาการ 3 ลักษณะ
         - ด้านอารมณ์ คือ ความรู้สึกเบื่อหน่าย ความอ่อนล้า เกิดความเครียด คับข้องใจ
         - เกิดจากสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น คือ ลักษณะบุคคที่ไม่สนใจใคร ไม่ยินดียินร้าย ไม่ใส่ใจพฤติกรรมคนอื่น
         - เกิดจากการไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน คือ รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า การทำงานล้มเหลว งานไม่สมกับที่ตั้งใจไว้ มองคุณค่าตนเองต่ำ
แนวทางการแก้ไขอาการท้อถอย
         - แก้ไขที่ตัวเราเอง
         - อย่าตั้งความหวัง ความปรารถนาที่สูงสุดเอื้อม
         - สร้างเจตคติที่ดีเรื่องงาน
         - มองหาจุดมุ่งหมายในชีวิตใหม่
ครูกับการพัฒนาตน
          1.การัฒนาตนเป็นการที่บุคคลพยายามหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้ตนเองก้าวไปสู่การเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์
          2.ครูควรพััฒนาตนเองใน 2 ลักษณะ คือ
               - ด้านวิชาชีพ ได้แก่ การพัฒนาด้านความรู้ เทคโนโลยีและคุณลักษณะกับเจตคติ
               - ด้านการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ได้แก่ การรู้จักและเข้าใจตนเอง การสำรวจตนเองและการปรับปรุงตนเอง
แนวทางการพัฒนาบุคลิกภาพ
          1.การรักษาสุขภาพอนามัย
          2.การดูแลร่างกาย
          3.การแต่งกาย
          4.อารมณ์
          5.ความเชื่อมั่นในตนเอง
การปรับปรุงบุคลิกภาพภายใน
         - การยอมรับความจริงกเี่ยวกับตนเอง
         - การปรับปรุงในส่วนที่จะปรับปรุงได้
         - การใช้สิ่งอื่นๆเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพ

การนำไปประยุกต์ใช้
          สามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในอนาคต

Learning Log 6

    ความรู้ที่ได้รับ
                    


                    
             การนำเสนองาน ได้สถานศึกษาขนาดกลาง เป็นโรงเรียนที่มีผู้เรียน 121 -280 คน ซึ่งการจัดการศึกษาควรทำเป็นกลุ่มๆ ไม่ใช่แค่เพียงหน้าที่ของใครบางคน แต่ทางโรงเรียนควรมีการบริการจัดการและนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนพูดคุยเพื่อให้ทราบข้อดี ข้อเสียง ปัญหา เพื่อที่จะหาทางแก้ไขและพัฒนาให้ผู้เรียนมีประสิทธิภาพทางการเรียนการศึกษามากที่สุด

ประเมินผลการเรียนรู้

ประเมินตัวเอง 
         - แต่งกายเรียบร้อย
         - จดรายละเอียดของงาน
         - มีสมาธิระหว่างการเรียน

ประเมินเพื่อน
         - ตั้งใจเรียน
         - มาเรียนตรงเวลา
         - จดบันทึกงานที่ได้รับมอบหมาย
         
ประเมินผู้สอน
         - อธิบายรายละเอียด เนื้อหาการสอนให้มีความชัดเจนมากขึ้น
         - แต่งกายเรียบร้อย
         - มาสอนตรงเวลา 
         - สามารถตอบคำถาม คลายข้อสงสัยให้นักศึกษา

Learning Log 5

เรื่อง : โครงสร้างขององค์กรและการจัดระบบบริหารงานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย


การบริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
         มีลักษณะการบริหารเฉพาะตัว โดยต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1 นโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศของรัฐบาล
2 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ
3 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
6 ปรัชญา นโยบายและวัตถุประสงค์ของสถานศึกษา
7 ความต้องการของชุมชน

การจัดประเภทและรูปแบบสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย
1.การจัดแบ่งตามขนาด แบ่งเป็น 3 ขนาด ดังนี้





2. การแบ่งตามรูปแบบตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มี 3 รูปแบบ ดังนี้
     2.1 รูปแบบในโรงเรียน
     2.2 รูปแบบนอกโรงเรียน
     2.3 รูปแบบตามอัธยาศัย
3. รูปแบบการให้บริการแบบใหม่ คือ การรวมเด็กพิเศษและเด็กปกติไว้ด้วยกัน โดยเรียกแบบนี้ว่า
 " Normalization "

หลักในการบริหารงานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
    1 การบริหารงานวิชาการ
    2 การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาเด็กปฐมวัย
    3 การบริหารงานธุรการและการเงินในสถานศึกษาเด็กปฐมวัย
    4 การบริหารงานกิจการนักเรียนในสถานศึกษาเด็กปฐมวัย
    5 การบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาเด็กปฐมวัย

การบริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในยุคปฏิรูป
          ความหมาย การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management ) คือ การบริหารโดนกระจายอำนาจทางการศึกษาไปยังสถานศึกษาโดยตรง ให้มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบและคล่องตัวในการบริหารมากที่สุด

หลักการในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
     1. หลักการกระจายอำนาจ
     2. หลักการมีส่วนร่วม
     3. หลักการคืนอำนาจจัดการศึกษาให้ประชาชน
     4. หลักการบริหารตนเอง
     5. หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล

รูปแบบโรงเรียนที่ใช้การบริหารแบบโรงเรียนเป็นฐาน
     1. ผู้บริหารโรงเรียนเป็นหลัก
     2. บริหารโดยครูเป็นหลัก
     3. การบริหารจัดการโดยชุมชนมีบทบาท
     4. ครูและชุมชนมีบทบาทหลัก

ศาสตร์ทั้ง 5 ขององค์กรแห่งการเรียนรู้ ( ปีเตอร์ เอ็ม. เซงเก )
     1. การใฝ่พัฒนาตน
     2. รูปแบบของความคิด
     3. วิสัยทัศน์ร่วม
     4. การเรียนรู้เป็นทีม
     5. การคิดเชิงระบบ



การบริหารแบบมีส่วนร่วม
1. สาระสำคัญของการบริหารแบบมีส่วนร่วม
     - การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
     - การมีส่วนร่วมช่วยให้เกิดการยอมรับ
     - การมีส่วนร่วมช่วยให้เกิดความสำนึกในหน้าที่ ความรับผิดชอบ
2.ผลดีของการบริหารแบบมีส่วนร่วม
     - สร้างสรรค์ให้มีการระดมกำลังจากบุคคลต่างๆ
     - สร้างบรรยากาศและพัฒนาประชาธิปไตยในการทำงาน
     - ช่วยลดความขัดแย้ง
     - สร้างความสมดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายปฏิบัติ
3. ข้อจำกัดของการบริหารแบบมีส่วนร่วม
     - การแสดงความคิดเห้นเกิดข้อขัดแย้งกับฝ่ายบริหาร
     - ก่อให้เกิดกลุ่มอิทธิพล
     - ผู้บริหารสูญเสียอำนาจ
     - การบริหารงานไม่สามารถใช้กับงานที่เร่งด่วนได้
     - ใช้งบประมานมาก
     - ความคิดเห็นจากบุคคลภายนอกไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร
     - การก้าวก่ายหน้าที่ซึ่งกันและกัน

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
         การบริหารจะดีได้ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ อยู่ที่เราจะเลือกใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับภาวะที่เป็นอยู่ขององค์กร