วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

Learning Log 11

ความรู้ที่ได้รับ

ในวันนี้เป็นการนำเสนอตัวอย่างโรงเรียน โดยสร้างแบบจำลองของโรงเรียนขึ้นมา พร้อมกับมีข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับโรงเรียน เสมือนตั้งโรงเรียนขึ้นมาจริงๆ

กลุ่มที่ 1
➜ โรงเรียนอนุบาลสายรุ้ง



กลุ่มที่ 2
➜ โรงเรียนอนุบาลเพาะรัก
➜ เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าครูทุกคนเป็นเสมือนผู้บ่มเพาะต้นกล้า นั่นก็คือผู้เรียน ด้วยความรักและความอบอุ่น 




การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
การจัดตั้งโรงเรียนจะต้องคำนึงถึงหลายๆอย่าง เช่น สภาพแวดล้อมของโรงเรียน จะต้องเขียนหลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ ปรัชญาของโรงเรียน สอดคล้องกันไป และต้องคำนึงถึงหลักงบประมาณในความเป็นจริง

ประเมินผล
ตนเอง: ตั้งคำถามและตั้งใจฟังเพื่อนในการนำเสนอ
เพื่อน: ให้ความสนใจกับการนำเสนอโรงเรียนของอีกกลุ่มและมีการเตรียมตัวการนำเสนอมาอย่างดี
อาจารย์: ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโมเดลโรงเรียนและการนำเสนอ

Learning Log 10

ความรู้ที่ได้รับ

✱ นำเสนอคำคมวันนี้ ✱


ในวันนี้เป็นการนำเสนอจากที่ได้ไปสัมภาษณ์ผู้บริหารมา ในหัวข้อ "การสัมภาษณ์ผู้บริหารในสถานศึกปฐมวัย" ซึ่งมีโรงเรียนดังนี้

กลุ่มที่ 1 โรงเรียนอนุบาล 3 ภาษาบ้านต้นไม้ (โรงเรียนขนาดกลาง)
➜ 3 ภาษา (ไทย 50% อังกฤษ 40% จีน 10%)

กลุ่มที่ 2 โรงเรียนอนุบาลบ้านลูกหนู (โรงเรียนขนาดเล็ก)



กลุ่มที่ 3 โรงเรียนอำนวยวิทย์ (โรงเรียนขนาดใหญ่)
➜   https://youtu.be/tTF_kmBWuiA

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
แนวคิดการบริหารสถานศึกษาของผู้บริหารแต่ละที่มีความแตกต่างกัน แล้วแต่หลักการบริหารของแต่ละคน หรือบางที่อาจใช้การบูรณาการหลายๆแบบก็ย่อมได้

ประเมินผล
ตนเอง: ตั้งใจฟังการนำเสนอของเพื่อนในช่วงแรกๆ หลังๆอาจมีเหม่อลอยบ้าง
เพื่อน: มีการเตรียมตัวในการนำเสนอ

อาจารย์: อธิบายเพิ่มเติมในของแต่ละกลุ่มที่นำเสนอ

Learning Log 9



กิจกรรม/ความรู้ที่ได้รับ

       การแสดงบทบาทสมมติในหัวข้อ "คุณลักษณะของผู้บริหาร" โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ยกตัวอย่างผู้บริหารโรงแรม 2 แห่งในพัทยา ทั้ง 2 แห่งมีการดูแลลูกน้องต่างกัน
โรงแรมที่ 1 ผู้บริหารมีการแต่งกายที่ไม่เหมาะสมและมาเข้าประชุมสาย ปล่อยให้ลูกน้องจัดการปัญหากันเอง และใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม (ผู้บริหารที่ไม่ดี)
โรงแรมที่ 2 ผู้บริหารมีความอ่อนน้อม ตรงต่อเวลา ร่วมกันแก้ปัญหากับลูกน้อง เมื่อประสบผลสำเร็จมีรางวัลจูงใจให้ (ผู้บริหารที่ดี)

กลุ่มที่ 2 ยกตัวอย่างผู้บริหารที่อยู่ในโรงเรียนท้องถิ่นและโรงเรียนในเมือง
โรงเรียนในเมือง ทัยสมัย แต่ครูและผู้บริหารยักยอกเงินของโรงเรียน ไม่สนใจพัฒนาโรงเรียน ครูไม่ให้ความร่วมมือต่อกัน
โรงเรียนในชนบท ทุรกันดาร ครูและผู้บริหารโรงเรียนดูแลเอาใจใส่เด็ก มีความกระตือรือร้นในการพัฒนาโรงเรียน




การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
              ทำให้เราเห็นถึงความแตกต่างระหว่าผู้บริหารที่ดีและไม่ดี เราสามารถนำเอาตัวอย่างบุคลิกที่ดีของผู้บริหารไปใช้ได้หารเราเป็นผู้บริหารได้อนาคต
การประเมิน
ตนเอง: มีส่วนร่วมในการแสดงบทบาทสมมติ
เพื่อน: มีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรมอย่างดีและแสดงได้สมบทบาท
อาจารย์: ให้คำแนะนำ แสดงความคิดเห็น และให้ข้อคิด เพิ่มเติมจากการแสดง

Learning Log 8

ความรู้ที่ได้รับ
                   กระบวนการนิเทศแบบกัลยาณมิตร 

ความหมายการนิเทศ
    Eye and Netzer; 1965 กล่าวว่า การนิเทศการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารโรงเรียน ซึ่งผู้บริหารจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการให้บริการทางการศึกษา เพื่อให้กระบวนการสอนเกิดผลสัมฤทธิ์ตามความคาดหมาย

จุดมุ่งหมายของการนิเทศ
    1.ช่วยสร้างคุณลักษณะแห่งความเป็นผู้นำให้แก่ครู
    2.ช่วยส่งเสริมขวัญของครูให้อยู่ในสภาพที่ดีและเข้มแข็ง รวมหมู่คณะได้
    3.ช่วยให้ครูพัฒนาการสอนของตน
    4.ช่วยฝึกครูใหม่ให้เข้าใจงานของโรงเรียนและงานของอาชีพครู
    5.ช่วยหยิยกปัญหาต่างๆของโรงเรียนที่ทางโรงเรียนไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง
    6.ช่วยประชาสัมพันธ์ถึงความเคลื่อนไหวของการศึกษา

เนื้อหาสาระในการนิเทศ



กัลยาณมิตร ๗ ประการในการนิเทศ 
          1. ปิโย - น่ารัก สบายใจ สนิทสนม ชวนให้อยากปรึกษา
          2. ครุ - น่าเคารพ ประพฤติสมควรแก่ฐานะ อบอุ่น เป็นที่พึ่งปลอดภัย        
          3. ภาวนีโย - น่ายกย่อง / ทรงคุณความรู้ /ภูมิปัญญาแท้จริง และหมั่นปรับปรุงตนอยู่เสมอ    
          4. อตตา จ - รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าควรพูดอะไร อย่างไร เป็นที่ปรึกษาที่ดี         
          5. วจนก ขโม - อดทนต่อถ้อยคำ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา / คำถามคำวิพากษ์วิจารณ์         
          6. คมภีรญจ กถ กตตา - แถลงเรื่องลึกล้ำได้ อธิบายเรื่องที่ยากให้ง่ายได้        
          7. โน จฏฐาเน นิโยชเน - ไม่แนะนำเรื่องเหลวไหล แนะไปในทางเสื่อม

องค์ประกอบของกัลยาณมิตร
                   ให้ใจ          ร่วมใจ             ตั้งใจ                 เปิดใจ

กระบวนการกัลยาณมิตร
          1.ไม่มุ่งเน้นปริมาณ
          2.สานพลังอาสา
          3.เสวนาร่วมกัน
          4.สร้างสรรค์ความเป็นมิตร
          5.ฝึกคิดมุ่งมั่น
          6.ทุกวันปฏิบัติ
          7.จัดทำบันทึกแนวทาง

ปัจจัยเกื้อหนุน ๔ ประการ
         1. องค์ความรู้          
         2. แรงหนุนจากต้นสังกัด         
         3. ผู้บริหารทุกระดับ        
         4. บุคลากรทั้งสถานศึกษา

บทบาทของผู้บริหารในการนิเทศ
✦ กระบวนกัลยาณมิตร เป็นการปฏิบัติจริงในสภาพที่เป็นจริง ผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศต้องมีการปรึกษาหารือ ติดต่อสื่อสาร เยี่ยมเยียน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ช่วยแก้ปัญหาและให้กำลังใจกัน
✦ ถ้าจะเปรียบผู้นิเทศก็เป็นเหมือนครูฝึก (coach ) ของผู้สอน ที่จะต้องโดดลงไปร่วมคิดร่วมทำ มิใช่เพียงร้องบอกให้ผู้สอนลองผิด ลองถูก ตามยถากรรม อาจต้องบอกวิธีให้รู้ สาธิตให้ดุ และช่วยแก้ไขข้อบกพร่องที่พบ
✦ การพบปะสนทนาเมื่อเวลานิเทศ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ครู ศึกษานิเทศก์ กรรมการศึกษา ชุมชนรอบๆสถานศึกษา จะได้ทราบทุกข์ สุข และก่อให้เกิดความเข้าใจในปัญหาพื้นฐาน เพื่อกำหนดจุดมุ่งหมายในการทำงานต่อไป 

แนวทางการนิเทศ
1. สร้างความสัมพันธ์ แจ้งภารกิจและความมุ่งหมาย จัดเวลา กำหนดวิธีการทำงาน 
2. จัดนิทรรศการทางวิชาการและสาธิตรูปแบบการสอน     
3. แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จัดบริการเอกสารทางวิชาการ     
4. วางแผนร่วมกัน เพื่อศึกษาดูงาน    
5. แนะให้ปฏิบัติตามสภาพจริง    
6. พบปะแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผลการปฏิบัติ และหาทางแก้ไขปรับปรุง 
7. เข้าร่วมประชุม สัมมนา การฝึกอบรมตามโอกาส 
8. นำเสนอผลงานในการประชุมปฏิบัติการ     
9. วัดและประเมินผลงานกัลยาณมิตรนิทศ

การนำมาประยุกต์ใช้
               ผู้นิเทศต้องวางตัวเหมาะสม แต่ก็ต้องมีท่าทางที่เป็นกันเอง เพื่อปรับและแก้ไขให้ดี

การประเมินผล

 ตนเอง :  มาเรียนตรงเวลา มีการจดบันทึก มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในการทำงาน

เพื่อน : แต่งกายเรียบร้อย มาเรียนตรงเวลา ช่วยกันระดมความคิดในการทำงาน

อาจารย์ :  มีกิจกรรมให้ปฎิบัติระหว่างการเรียนการสอน เป็นการกระตุ้นนักศึกษาได้ดี

Learning Log 7

ความรู้ที่ได้รับ

เรื่อง เทคนิคการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีสำหรับการเป็นผู้บริหาร

ความหมายของบุคลิกภาพ
         คือ ลักษณะทั้งภายนอกและภายในที่รวมอยู่ในตัวบุคคล มีความแตกต่างไปจากบุคคลอื่น บุคลิกภาพแบ่งออกเป็น 2 สภาพด้วยกัน ดังนี้
         - บุคลิกภาพภายนอก คือ สามารถมองเห็นได้ด้วยประสาทสัมผัาทั้ง 5 สามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงได้ เช่น บุคลิกทางกายและวาจา การแต่งกาย รูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทาง เป็นต้น
          - บุคลิกภายใน คือ ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ยากและต้องใช้เวลาในการสัมผัส เช่น ความจำ ความคิดริเริ่ม ความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ ความจริงใจ เป็นต้น
การจำแนกบุคลิกภาพ 4 แบบ (Harris 1973)
          - มองโลกในแง่ดี
          - หลงตัวเอง
          - มีปมด้อย
          - มองโลกในแง่ร้าย
*** สาเหตุที่ส่งผบลต่อการเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพ คือ ความท้อถอย
ความท้อถอยสังเกตได้จากอาการ 3 ลักษณะ
         - ด้านอารมณ์ คือ ความรู้สึกเบื่อหน่าย ความอ่อนล้า เกิดความเครียด คับข้องใจ
         - เกิดจากสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น คือ ลักษณะบุคคที่ไม่สนใจใคร ไม่ยินดียินร้าย ไม่ใส่ใจพฤติกรรมคนอื่น
         - เกิดจากการไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน คือ รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า การทำงานล้มเหลว งานไม่สมกับที่ตั้งใจไว้ มองคุณค่าตนเองต่ำ
แนวทางการแก้ไขอาการท้อถอย
         - แก้ไขที่ตัวเราเอง
         - อย่าตั้งความหวัง ความปรารถนาที่สูงสุดเอื้อม
         - สร้างเจตคติที่ดีเรื่องงาน
         - มองหาจุดมุ่งหมายในชีวิตใหม่
ครูกับการพัฒนาตน
          1.การัฒนาตนเป็นการที่บุคคลพยายามหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อให้ตนเองก้าวไปสู่การเป็นผู้มีบุคลิกภาพที่สมบูรณ์
          2.ครูควรพััฒนาตนเองใน 2 ลักษณะ คือ
               - ด้านวิชาชีพ ได้แก่ การพัฒนาด้านความรู้ เทคโนโลยีและคุณลักษณะกับเจตคติ
               - ด้านการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ได้แก่ การรู้จักและเข้าใจตนเอง การสำรวจตนเองและการปรับปรุงตนเอง
แนวทางการพัฒนาบุคลิกภาพ
          1.การรักษาสุขภาพอนามัย
          2.การดูแลร่างกาย
          3.การแต่งกาย
          4.อารมณ์
          5.ความเชื่อมั่นในตนเอง
การปรับปรุงบุคลิกภาพภายใน
         - การยอมรับความจริงกเี่ยวกับตนเอง
         - การปรับปรุงในส่วนที่จะปรับปรุงได้
         - การใช้สิ่งอื่นๆเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพ

การนำไปประยุกต์ใช้
          สามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในอนาคต

Learning Log 6

    ความรู้ที่ได้รับ
                    


                    
             การนำเสนองาน ได้สถานศึกษาขนาดกลาง เป็นโรงเรียนที่มีผู้เรียน 121 -280 คน ซึ่งการจัดการศึกษาควรทำเป็นกลุ่มๆ ไม่ใช่แค่เพียงหน้าที่ของใครบางคน แต่ทางโรงเรียนควรมีการบริการจัดการและนำข้อมูลมาแลกเปลี่ยนพูดคุยเพื่อให้ทราบข้อดี ข้อเสียง ปัญหา เพื่อที่จะหาทางแก้ไขและพัฒนาให้ผู้เรียนมีประสิทธิภาพทางการเรียนการศึกษามากที่สุด

ประเมินผลการเรียนรู้

ประเมินตัวเอง 
         - แต่งกายเรียบร้อย
         - จดรายละเอียดของงาน
         - มีสมาธิระหว่างการเรียน

ประเมินเพื่อน
         - ตั้งใจเรียน
         - มาเรียนตรงเวลา
         - จดบันทึกงานที่ได้รับมอบหมาย
         
ประเมินผู้สอน
         - อธิบายรายละเอียด เนื้อหาการสอนให้มีความชัดเจนมากขึ้น
         - แต่งกายเรียบร้อย
         - มาสอนตรงเวลา 
         - สามารถตอบคำถาม คลายข้อสงสัยให้นักศึกษา

Learning Log 5

เรื่อง : โครงสร้างขององค์กรและการจัดระบบบริหารงานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย


การบริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
         มีลักษณะการบริหารเฉพาะตัว โดยต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้
1 นโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศของรัฐบาล
2 แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ
3 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
4 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
6 ปรัชญา นโยบายและวัตถุประสงค์ของสถานศึกษา
7 ความต้องการของชุมชน

การจัดประเภทและรูปแบบสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในประเทศไทย
1.การจัดแบ่งตามขนาด แบ่งเป็น 3 ขนาด ดังนี้





2. การแบ่งตามรูปแบบตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มี 3 รูปแบบ ดังนี้
     2.1 รูปแบบในโรงเรียน
     2.2 รูปแบบนอกโรงเรียน
     2.3 รูปแบบตามอัธยาศัย
3. รูปแบบการให้บริการแบบใหม่ คือ การรวมเด็กพิเศษและเด็กปกติไว้ด้วยกัน โดยเรียกแบบนี้ว่า
 " Normalization "

หลักในการบริหารงานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
    1 การบริหารงานวิชาการ
    2 การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาเด็กปฐมวัย
    3 การบริหารงานธุรการและการเงินในสถานศึกษาเด็กปฐมวัย
    4 การบริหารงานกิจการนักเรียนในสถานศึกษาเด็กปฐมวัย
    5 การบริหารสภาพแวดล้อมในสถานศึกษาเด็กปฐมวัย

การบริหารสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในยุคปฏิรูป
          ความหมาย การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School Based Management ) คือ การบริหารโดนกระจายอำนาจทางการศึกษาไปยังสถานศึกษาโดยตรง ให้มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบและคล่องตัวในการบริหารมากที่สุด

หลักการในการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
     1. หลักการกระจายอำนาจ
     2. หลักการมีส่วนร่วม
     3. หลักการคืนอำนาจจัดการศึกษาให้ประชาชน
     4. หลักการบริหารตนเอง
     5. หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล

รูปแบบโรงเรียนที่ใช้การบริหารแบบโรงเรียนเป็นฐาน
     1. ผู้บริหารโรงเรียนเป็นหลัก
     2. บริหารโดยครูเป็นหลัก
     3. การบริหารจัดการโดยชุมชนมีบทบาท
     4. ครูและชุมชนมีบทบาทหลัก

ศาสตร์ทั้ง 5 ขององค์กรแห่งการเรียนรู้ ( ปีเตอร์ เอ็ม. เซงเก )
     1. การใฝ่พัฒนาตน
     2. รูปแบบของความคิด
     3. วิสัยทัศน์ร่วม
     4. การเรียนรู้เป็นทีม
     5. การคิดเชิงระบบ



การบริหารแบบมีส่วนร่วม
1. สาระสำคัญของการบริหารแบบมีส่วนร่วม
     - การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
     - การมีส่วนร่วมช่วยให้เกิดการยอมรับ
     - การมีส่วนร่วมช่วยให้เกิดความสำนึกในหน้าที่ ความรับผิดชอบ
2.ผลดีของการบริหารแบบมีส่วนร่วม
     - สร้างสรรค์ให้มีการระดมกำลังจากบุคคลต่างๆ
     - สร้างบรรยากาศและพัฒนาประชาธิปไตยในการทำงาน
     - ช่วยลดความขัดแย้ง
     - สร้างความสมดุลระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายปฏิบัติ
3. ข้อจำกัดของการบริหารแบบมีส่วนร่วม
     - การแสดงความคิดเห้นเกิดข้อขัดแย้งกับฝ่ายบริหาร
     - ก่อให้เกิดกลุ่มอิทธิพล
     - ผู้บริหารสูญเสียอำนาจ
     - การบริหารงานไม่สามารถใช้กับงานที่เร่งด่วนได้
     - ใช้งบประมานมาก
     - ความคิดเห็นจากบุคคลภายนอกไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร
     - การก้าวก่ายหน้าที่ซึ่งกันและกัน

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
         การบริหารจะดีได้ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ อยู่ที่เราจะเลือกใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับภาวะที่เป็นอยู่ขององค์กร

Learning Log 4

เรื่องที่เรียน : ประเภทของสถานศึกษา


1. สถานศึกษาขนาดเล็ก
          - โรงเรียนขนาดเล็ก : โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่มีผู้เรียนตั้งแต่ 1-120 คน
          - โครงสร้างการบริหารของเรียนขนาดเล็ก



          - ตัวอย่างโรงเรียนอนุบาลขนาดเล็ก
โรงเรียนอนุบาลบ้านสนุกคิด



ระดับชั้นที่เปิดสอน : เตรียมอนุบาล-อนุบาล 3 (อายุ 2-6 ปี ) จำนวน 118คน ห้องละไม่เกิน 20 คน

โรงเรียนอนุบาลแสงอารีย์


ระดับชั้นที่เปิดสอน :เตรียมอนุบาล-อนุบาล 3 จำนวน 119 คน

2. สถานศึกษาขนาดกลาง
          - โรงเรียนขนาดกลาง : โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่มีผู้เรียนตั้งแต่ 121 - 280 คน
          - ตัวอย่างโรงเรียนอนุบาลขนาดกลาง

โรงเรียนอนุบาลสามภาษา บ้านต้นไม้



ระดับชั้นที่เปิดสอน : เด็กเล็ก / เตรียมอนุบาล / อนุบาล 1 - อนุบาล 3
หลักสูตรที่เปิดสอน : ภาษาไทย / ภาษาอังกฤษ / ภาษาจีน

          - ตัวอย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขนาดกลาง

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรมยุทธโยธาทหารบก



ช่วงอายุที่เปิดรับ : 2 - 4 ขวบ

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ปากกิเลน



ช่วงอายุที่เปิดรับ : เด็กก่อนปฐมวัย 2 ปี 6 เดือน - 4 ปี

          - ตัวอย่างสถานบริบาลขนาดกลาง

Three-Nurse Nursery


ช่วงอายุที่เปิดรับ : แรกเกิด ถึง 6 ปี


           - ตัวอย่างโรงเรียนเด็กก่อนวัยเรียนขนาดกลาง

โรงเรียนจิตตเมตต์


ช่วงอายุที่เปิดรับ : เตรียมอนุบาล ถึง อนุบาล

3. สถานศึกษาขนาดใหญ่
         - โรงเรียนขนาดใหญ่ : โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่มีผู้เรียนตั้งแต่ 281 คนขึ้นไป
         - โครงสร้างการบริหารของโรงเรียนขนาดใหญ่



           - ตัวอย่างโรงเรียนอนุบาลขนาดใหญ่

โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา


ระดับชั้นที่เปิดสอน : อนุบาล - ประถมศึกษา
จำนวนนักเรียนระดับอนุบาล : อนุบาล 1 รวม 353 คน อนุบาล 2 รวม 509 คน
รวมนักเรียนระดับอนุบาลมีทั้งหมด 862 คน
หลักสูตรที่เปิดสอนในระดับอนุบาล : ห้องเรียนปกติ / ห้องเรียน MEP / ห้องเรียน STEM

โรงเรียนอนุบาลคหกรรมศาสตร์เกษตร



ระดับชั้นที่เปิดสอน : เด็กที่มีช่วงอายุ 2 ปี 6 เดือน - 5 ปี 6 เดือน
จำนวนนักเรียนระดับอนุบาล : อนุบาล 1 รวม 96 คน อนุบาล 2 รวม 94 คน อนุบาล 3 รวม 95 คน
รวมนักเรียนระดับอนุบาลมีทั้งหมด 285 คน

          - ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขนาดใหญ่ : ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีผู้เรียนตั้งแต่ 81 คนขึ้นไป
          - ตัวอย่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขนาดใหญ่

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลบางกระทึก



ระดับชั้นที่เปิดสอน : เด็กที่มีช่วงอายุ 2 ปี 6 เดือน - 3 ปี
จำนวนนักเรียนระดับอนุบาล : นักเรียนชาย รวม 59 คน นักเรียนหญิง รวม 58 คน
รวมนักเรียนมีทั้งหมด 117 คน



โครงสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลบางกระทึก


การนำความมรู้ไปประยุกต์ใช้
       
          การแบ่งประเภทสถานศึกษาขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียนในสถานศึกษา และการบริหารสถานศึกษาแต่ละขนาดมีความแตกต่างกันยิ่งเป็นสถานศึกษาที่มีขนาดใหญ่

Learming log 2

ความรู้ที่ได้รับ

➤ ความหมายและความสำคัญของสถานศึกษา

การบริหารคือ ?
➥ การบริหาร คือ ศิลปะของการทำงานให้สำเร็จโดยใช้บุคคลอื่น  
➥การบริหาร คือ การทำงานของคณะบุคคล ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่ร่วมกันปฏิบัติการให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน  
➥การบริหาร คือ การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันทำงาน เพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวกัน  
➥สรุปได้ว่า “การดำเนินงานของกลุ่มบุคคลเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่วางไว้”

การศึกษา ?
➥การศึกษา คือ ความเจริญงอกงาม ทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา
➥การศึกษา คือ การสร้างเสริมประสบการณ์ให้ชีวิต
➥การศึกษา คือ เครื่องมือที่ทำให้เกิดความเจริญงอกงามทุกทางในตัวบุคคล
➥สรุปได้ว่า “การพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ทั้งความรู้ ความคิด ความสามารถ และความเป็นคนดี”

“การบริหารการศึกษา” หมายถึง “การดำเนินงานของกลุ่มบุคคล เพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพ 
ทั้งความรู้ ความคิด ความสามารถ และความเป็นคนดี”

ความสำคัญของการบริหารการศึกษา : การบริหารงานบุคคล เพราะบุคคลเป็นทรัพยากรที่มีค่าในองค์กร 
ที่สามารถพัฒนาศักยภาพได้ไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินกิจการต่างๆ 
ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ และจำเป็นจะต้องมีผู้บริหารจะต้องมีความรู้เรื่องการบริหารเป็นอย่างดี

หลักการ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสถานศึกษา
หลักการบริหารงานบุคคล
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2545)  ให้แนวคิดในการบริหารและการจัดการที่ดี 
เพื่อมาปรับใช้ในบริบทขององค์กรทางการศึกษา ในประเด็กดังนี้
1. การกำหนดจุดหมาย ผลที่คาดหวัง หรือภาพความสำเร็จของการบริหาร
และการจัดการที่ดี (Goal / Expected / Output)
2. กระบวนการบริหารและการจัดการที่ดี (Process)
3. ทรัพยากรในการบริหารจัดการที่ดี (Input / Resource)
4. ระบบควบคุม (Feedback / Control System)
5. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบริหารและการจัดการที่
ขอบข่ายการบริหาร
                1. การวางแผนอัตรากำลังและกำหนดตำแหน่ง
                2. การสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง โดยมีการดำเนินการสอบแข่งขัน สอบคัดเลือก
ทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสถานศึกษา
พัฒนาการของทฤษฏีทางการบริหาร
                1.ทัศนะดั้งเดิม (Classical viewpoint)
                1.1 การบริหารเชิงวิทยาศาสตร์
                Frederick. W. Taylor (เทเลอร์) บิดาแห่งการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ ได้เสนอ หลัก 4 ประการ
     ➜ ใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ มีการแยกวิเคราะห์งาน
     ➜ มีการวางแผนการทำงาน
     ➜ คัดเลือกคนทำงาน
     ➜ ใช้หลักการแบ่งงานกันทำระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายปฏิบัติ
                1.2 การจัดการเชิงบริหาร
                Chester Barnard : ทฤษฏีการยอมรับอำนาจหน้าที่
                Max Weber พัฒนาหลักการจัดการแบบราชการ
     ➜ มีกฎระเบียบข้อบังคับเพื่อควบคุมการตัดสินใจ
     ➜ ความไม่เป็นส่วนตัว
     ➜ แบ่งงานกันทำตามความถนัด ความชำนาญเฉพาะทาง
     ➜ มีโครงสร้างการบังคับบัญชา
     ➜ ความเป็นอาชีพที่มั่นคง
     ➜ มีอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจ โดยมีกฎระเบียบรองรับ
     ➜ ความเป็นเหตุเป็นผล
                     ➜ การบริหารแบบราชการ
                 2.ทัศนะเชิงพฤติกรรม (Behavioral viewpoint)
                 2.1 ทฤษฏีพฤติกรรมระยะเริ่มแรก (Early behavioral theories)
                      ✦ Hugo Munsterberg บิดาแห่งจิตวิทยาอุตสาหกรรม  ใช้หลักจิตวิทยาในการจำแนกคนงาน
ให้เหมาะสมกับงาน
                      ✦ Mary Parker Follett นักปรัชญาแห่งเสรีภาพของบุคคล เน้นสภาพแวดล้อม
ในการทำงานและการมีส่วนร่วม
                 2.2 การศึกษาที่ฮอว์ธอร์น (Hawthorne studies)
                      ✦ การทดลองของบริษัท เวสเทิร์น อิเล็กทริก ที่เมืองฮอว์ธร์น 
เพื่อศึกษาเกี่ยวกับผลของแสงไฟต่อประสิทธิภาพในการทำงาน
                      ✦  ในช่วงท้ายของการทดลอง Elton Mayo ร่วมทำการทดลอง สรุปข้อค้นพบว่า
                    - เงินไม่ใช้สิ่งจูงใจสำคัญเพียงอย่างเดียว
                    - กลุ่มไม่เป็นทางการมีอิทธิพลต่อองค์การ
                 2.3 การเคลื่อนไหวเชิงมนุษยสัมพันธ์ (Human relation movement)
                            Abraham Maslow : มาสโลว์ ทฤษฏีลำดับขั้นความต้องการ
                            Douglas McGregor : แมคเกรเกอร์ ทฤษฏี X และทฤษฏี Y
                             - เป็นสมมติฐานเกี่ยวกับทัศนะเกี่ยวกับผู้บริหารที่มีต่อคนงาน
                             - ทฤษฏี X มองว่าคนไม่ชอบทำงาน เลี่ยงความรับผิดชอบ ไม่ทะเยอทะยาน 
ชอบให้สั่งการ ต้องใช้เงินจูงใจ ต้องควบคุมมาก
                             - ทฤษฏี Y มองว่า คนจะให้ความร่วมมือถ้าพอใจในสภาวะการทำงาน คนขยันไว้ใจได้ 
ควบคุมตนเองได้ มีความคิดริเริ่มในการทำงาน ถ้าได้รับการจูงใจที่ถูกต้องจากเพื่อนร่วมงาน
                 2.4 หลักพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral science approach)
                       เป็นการนำผลการวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาทฤษฏีเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์
 จากศาสตร์ สาขาต่างๆ เมื่อนำไปทดสอบแล้วจะเสนอให้นักบริหารนำไปใช้ เช่น ทฤษฏีการตั้งเป้าหมาย 
ของ Locke
                 3.ทัศนะเชิงปริมาณ (Quantitative viewpoint)
                 3.1 การบริหารศาสตร์ (Management science)
                      มุ่งเพิ่มความมีประสิทธิผลในการตัดสินใจจากการใช้ตัวแบบคณิตศาสตร์และวิธีการเชิงสิติ 
ซึ่งแพร่หลายได้รวดเร็วเนื่องจากความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล
ได้อย่างซับซ้อนมากขึ้น
                 3.2 การบริหารปฏิบัติการ (Operation management)
                      ✦  ยึดหลักการบริหารกระบวนการผลิตและให้บริการ
                      ✦  กำหนดตารางการทำงาน
                      ✦  วางแผนการผลิต
                      ✦ การออกแบบอาคารสถานที่ การประกันคุณภาพ
                      ✦ การใช้เทคนิคเครื่องมือต่างๆ เช่น เทคนิคการทำนายอนาคต 
                      ✦ การวิเคราะห์รายการ ตัวแบบเครือข่ายการทำงาน การวางแผนและควบคุมโครงการ
                 3.3 ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (management Information System)
                       สารสนเทศบริหารศาสตร์ MIS เน้นการนำเอาระบบข้อมูลสารสนเทศโดยอาศัย
เครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ในการบริหาร (Computer based information system : CBISs)
                4. ทัศนะร่วมสมัย (Contemporary viewpoint) 
                4.1 ทฤษฏีเชิงระบบ (System theory)
                      - ระบบเปิดกับระบบปิด
                      - มุ่งเน้นกระบวนการมากกว่าผลผลิต
                4.2 ทฤษฏีการบริหารตามสถานการณ์ (Contingency theory)
                      หลักการบริหารงานที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสถานการณ์หนึ่งๆ เท่านั้น ในสถานการณ์ที่ต่างไป
 ผู้บริหารอาจกำหนดหลักการจากการวิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของแต่ละสถานการณ์
เพื่อกำหนดแนวทางให้เหมาะสมกับโครงสร้าง เป้าหมายและผู้ปฏิบัติงานในองค์การ
                4.3 ทัศนะที่เกิดขึ้นใหม่
                      ทฤษฏี Z  ทฤษฏีการบริหารแบบญี่ปุ่น โดย William Ouchi โดยรวมหลักการบริหารแบบอเมริกัน
รวมกับแบบญี่ปุ่นมีหลักการสำคัญคือ ความมั่นคงในงาน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รับผิดชอบปัจเจกบุคคล 
เลื่อนตำแหน่งช้า ควบคุมไม่เป็นทางการ แต่วัดผลเป็นทางการ สนใจภาพรวมและครอบครัว

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
 การเข้าใจถึงหลักทฤษฎีของการบริหารสถานศึกษาในแบบต่างๆในแต่ละยุค สามารถนำมาเป็นแนวทาง
ในการบริหารสถานศึกษาตามที่เราอยากให้เป็นได้

ประเมินผล

* เนื่องจากไม่ได้เข้าเรียน จึงไม่ทำการประเมินผล * 

Learming log 1

ความรู้ที่ได้รับ

➥ ปฐมนิเทศน์ แนะนำรายวิชา
➥ ทำแบบทดสอบก่อนเรียนเกี่ยวกับวิชาการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
➥ อธิบายงานในรายวิชา ทั้งงานเดี่ยวและงานกลุ่ม

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

การทำความเข้าใจในรายวิชา ทำให้เราสามารถวางแผนการเรียนและการเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนการเรียนครั้งต่อไปได้

ประเมินผล

ตนเอง: เข้าเรียนตรงเวลา จดรายละเอียดของงานในรายวิชา
เพื่อน: เข้าเรียนตรงต่อเวลา บางคนตั้งใจจดบันทึกและมีสมาธิในการเรียน
อาจารย์: อธิบายในรายวิชาได้อย่างเข้าใจ

Course Syllabus



มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
คณะศึกษาศาสตร์
แนวการสอน (Course  Syllabus)

ชื่อวิชา  (ภาษาไทย)               การบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
ชื่อวิชา  (ภาษาอังกฤ)           Pre-School Administration
รหัสวิชา                              EAED 5401                จำนวนหน่วยกิต    3(3-0-6)               
ผู้สอน                                 ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์  ตุ๊หมาด
วัน เวลาที่สอน                      ภาคเรียนที่ 2/2561
                                        กลุ่ม 101         วันพุธ   เวลา 08:30- 11:30น.     ห้อง 34-403
-----------------------------------------------------------------------------------------------
คำอธิบายรายวิชา
          ความหมาย  ความสำคัญ  แนวคิด หลักการ  และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสถานศึกษา ประเภทของสถานศึกษาปฐมวัย บทบาท หน้าที่ของผู้บริหาร รูปแบบการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย การจัดโครงสร้างขององค์การ  การจัดระบบงานบริหาร บุคลิกภาพคุณลักษณะและสมรรถนะของผู้บริหาร การดำเนินการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กและสถานศึกษาปฐมวัย การนิเทศและติดตามผลการปฏิบัติงานของบุคลากร การทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ท้องถิ่นและชุมชน  และการรณรงค์เพื่อการส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัย

ผลลัพธ์การเรียนรู้
          หลังจากการศึกษารายวิชานี้แล้ว ผู้เรียนมีพฤติกรรมดังนี้
          1.  ด้านคุณธรรม จริยธรรม
1.1  มีความซื่อสัตย์ สุจริต และเสียสละ
1.2  มีวินัย ตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม
1.3  เคารพสิทธิ และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
1.4  เคารพกฎระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ของสาขาวิชา คณะฯ และมหาวิทยาลัย
1.5  มีสัมมาคารวะให้ความเคารพต่อครู อาจารย์ และผู้อาวุโส
          2.  ด้านความรู้
2.1 เพื่อให้นักศึกษาอธิบายความหมาย ความสำคัญ แนวคิด หลักการ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสถานศึกษาได้
2.2 เพื่อให้นักศึกษาวิเคราะห์ประเภทของสถานศึกษาปฐมวัย บทบาท หน้าที่ของผู้
     บริหารได้
2.3 เพื่อให้นักศึกษาวิเคราะห์รูปแบบการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย การจัดโครงสร้างขององค์การ  การจัดระบบงานบริหารได้
                    2.4 เพื่อให้นักศึกษามีบุคลิกภาพคุณลักษณะและสมรรถนะของผู้บริหาร
2.5 เพื่อให้นักศึกษาอธิบายวิธีการการดำเนินการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กและสถานศึกษาปฐมวัยได้
2.6 เพื่อให้นักศึกษาสามารถนิเทศและติดตามผลการปฏิบัติงานของบุคลากร การทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ท้องถิ่นและชุมชน และการรณรงค์เพื่อการส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัยได้ 
          3.  ด้านทักษะทางปัญญา
3.1  สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์  คิดวิเคราะห์ คิดอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับทฤษฎีการบริหารจัดการสถานศึกษา
3.2  สามารถสืบค้น ตีความ ประเมินปัญหาสร้างองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับเทคนิค วิธีการการจัดโครงสร้างขององค์การ  การจัดระบบงานบริหาร
                    3.3  สามารถวิเคราะห์ปัญหา สรุปปัญหา ความต้องการเพื่อนำไปใช้พัฒนาตนเอง
                    3.4  สามารถประยุกต์ความรู้นำไปใช้ในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการ
                          กับการนิเทศและติดตามผลการปฏิบัติงานของบุคลากร การทำงานร่วมกับผู้ปกครอง 
                          ท้องถิ่นและชุมชน
          4.  ด้านทักษะความสามารถระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ
                    4.1  สามารถใช้ภาษาไทยในการสื่อสาร การนำเสนอได้ถูกต้องเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
                    4.2  สามารถให้ความช่วยเหลือ ร่วมมือในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งบทบาทการเป็นผู้นำ
                           และผู้ร่วมงาน และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปฐมวัย พ่อแม่ผู้ปกครอง
                    4.3  สามารถเป็นผู้ริเริ่มประเด็นปัญหา และหารือแนวทางแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ
                           ทั้งของตนเองและกลุ่ม
                    4.4  มีความรับผิดชอบการพัฒนาการเรียนรู้ของตนในวิชาชีพครูปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง
          5.  ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
                    5.1  มีทักษะการใช้เครื่องมือที่จำเป็นในปัจจุบันเพื่อการศึกษาค้นคว้า และเรียนรู้
                          ประสบการณ์ในการเรียนวิชาการบริหารจัดการสถานศึกษาระดับปฐมวัย
5.2  สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพทั้งด้านการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน พร้อมทั้งเลือกใช้รูปแบบของสื่อมานำเสนอได้อย่างเหมาะสม
                    5.3  สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสืบค้น การนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ

กิจกรรมการเรียนการสอน
สัปดาห์ที่/คาบ
เนื้อหา
วิธีสอน/กิจกรรม
สื่อ/แหล่งเรียนรู้
การมอบหมายงาน
คะแนน
1-2
เวลา 6 คาบ
1. ปฐมนิเทศ แนะนำรายวิชา การบริหารจัดการสถานศึกษาระดับปฐมวัย
- ความหมาย ความสำคัญ แนวคิด หลักการ
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสถานศึกษา
- บรรยาย อภิปราย
- วิเคราะห์
per test โดยโปรแกรม Quizizz
- ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
- คำคมทางการบริหาร
- ทำแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์ Blog
- แนวการสอน
Course Syllabus
- เอกสารประกอบการสอน
สื่อการสอน อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำด้วยโปรแกรม Power point
งานเดี่ยว
ทำแฟ้มสะสมงานอิเล็กทรอนิกส์Blog
- คำคมทางการบริหาร
หาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร 2 ทฤษฏี

15


5


5
3-4
เวลา 6 คาบ
ประเภทของสถานศึกษาปฐมวัย
- บทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร

- บรรยาย
- อภิปราย
กิจกรรมกลุ่ม
- วิเคราะห์
การนำเสนอคำคม
- นำเสนองาน
สื่อการสอน อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำด้วยโปรแกรม Power point
เอกสารประกอบการสอน

งานกลุ่ม
-นำเสนอประเภทของสถานศึกษาระดับปฐมวัย

5



สัปดาห์ที่/คาบ
เนื้อหา
วิธีสอน/กิจกรรม
สื่อ/แหล่งเรียนรู้
การมอบหมายงาน
คะแนน
5-7
เวลา 9 คาบ
- รูปแบบการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
- การจัดโครงสร้างขององค์การ 
การจัดระบบงานบริหาร
บรรยาย
อภิปราย
กิจกรรมกลุ่ม
- วิเคราะห์
- ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
นำเสนองานวิจัย
(นำเสนอ สัปดาห์ที่ 6)
สื่อการสอน อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำด้วยโปรแกรม Power point
เอกสารประกอบการสอน
งานวิจัย

งานกลุ่ม
เสนองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการการบริหารสถานศึกษาปฐมวัย
งานเดี่ยว
- วิเคราะห์สรุป
การจัดโครงสร้างขององค์การ 

10





5
8
สอบกลางภาค              20   คะแนน
9-11
เวลา 9 คาบ
บุคลิกภาพคุณลักษณะและสมรรถนะต่างๆ ของผู้บริหาร

- บรรยาย
- อภิปราย
- วิเคราะห์
- ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
แสดงบทบาทสมมติ
สัมภาษณ์ผู้บริหาร
สื่อการสอน อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำด้วยโปรแกรม Power point
- เอกสารประกอบการสอน
งานกลุ่ม
แสดงบทบาทสมมติ

สัมภาษณ์ผู้บริหาร

5


10
12-13
เวลา 6 คาบ
การดำเนินการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กและสถานศึกษาปฐมวัย
- บรรยาย
- อภิปราย
- วิเคราะห์
กิจกรรมกลุ่มเขียนโครงการดำเนินการจัดตั้งสถานศึกษาปฐมวั
- ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง
-  สื่อการสอน อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำด้วยโปรแกรม Power point
- เอกสารประกอบการสอน

งานกลุ่ม
เขียนโครงการดำเนินการจัดตั้งสถานศึกษาปฐมวัพร้อมสร้าง Model สถานศึกษาจำลอง
ปฐมวัย

10
14-16
เวลา 9คาบ
การนิเทศและติดตามผลการปฏิบัติงานของบุคลากร
การทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ท้องถิ่นและชุมชน 
- การรณรงค์เพื่อการส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัย
- บรรยาย
- อภิปราย
- วิเคราะห์
กิจกรรมกลุ่ม
- ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

สื่อการสอน อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำด้วยโปรแกรม Power point
- เอกสารประกอบการสอน

งานเดี่ยว
- สร้าง/ผลิตสื่อรณรงค์เพื่อการส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัย

10
17
สอปลายภาค    30  คะแนน

การมอบหมายงาน
1.ศึกษาค้นคว้า        
2.นำเสนองานกลุ่มและงานเดี่ยว
3.สัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา
4.เขียนโครงการจัดตั้งสถานศึกษา
5.อื่นๆ

การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้  100 %
          1.  การวัดผล
                    1.1  คะแนนระหว่างภาค             70 %
                           จิตพิสัย                               10 %
                           งานเดี่ยว                             20 %
                           งานกลุ่ม                              20 %
                           ทดสอบระหว่างภาค            20 %
                    1.2  คะแนนสอบปลายภาค  30 %

ประเด็นการวัด
ร้อยละของคะแนน
เกณฑ์การประเมิน
1. การปฏิบัติงานเดี่ยว
15
1.     มีงานส่งครบตามที่กำหนด
2.     ผลงานสะท้อนถึงความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์
3.     มีความสอดคล้องกับหลักการแนวคิดทฤษฎี
4.     นำเสนอได้น่าสนใจและมีสาระความรู้ครบถ้วนสะท้อนถึงความรู้และทักษะ
5.     สะท้อนถึงความมีคุณธรรมจริยธรรม
6.     มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมต่อการนำเสนอ
2. การปฏิบัติงานกลุ่ม



25
1.     ผลงานสะท้อนถึงกระบวนการคิดวิเคราะห์ความรู้           ความเข้าใจ สอดคล้องกับหลักการแนวคิดทฤษฎี
2.     สะท้อนถึงการทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบ คุณธรรม จริยธรรม
3.     การนำเสนอมีรูปแบบหลากหลายน่าสนใจและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
4.     การนำเสนอสะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพในการจัดทำงานเป็นทีม
3. คุณธรรม จริยธรรม
    (จิตพิสัย)
10
การตรงต่อเวลา กริยามารยาท ความรับผิดชอบ   การแต่งกาย พฤติกรรมการทำงาน
4.  สอบกลางภาค
20

5.  สอบปลายภาค
30


 
2.  เกณฑ์การประเมินผล

ค่าระดับคะแนน
เกณฑ์การประเมินผล
ค่าระดับคะแนน
A
80  -  100
4.00
 B+
75  -  79
3.50
B
70  -  74
3.00
 C+
65  -  69
2.50
C
60  -  64
2.00
  D+
55  -  59
1.50
D
50  -  54
1.00
F
ต่ำกว่า 50
0